เลิกอ้วนอย่างยั่งยืนด้วยแนวคิด "ลดน้ำหนักเฉพาะบุคคล"

 18 Aug 2026  เปิดอ่าน 9 ครั้ง


ไขสาเหตุทำไมกินน้อยแต่อ้วน พร้อม 3 สเต็ปง่ายๆ สู่อนาคตที่ไร้พุง

หลายคนอาจเคยเผชิญกับปัญหาสุดแสนอึดอัดใจอย่าง "กินน้อยแต่อ้วน" หรือรู้สึกว่าแค่ "หายใจก็อ้วนแล้ว กินน้ำเปล่าก็ยังอ้วนขึ้น"

ในขณะที่เพื่อนรอบข้างบางคนทานก๋วยเตี๋ยวชามพิเศษเบิ้ลสอง แต่กลับยังมีหุ่นที่ผอมเพรียว ส่วนเราคุมอาหารแทบตาย สั่งเกาเหลาไม่ใส่กระเทียมเจียว น้ำหนักกลับนิ่งสนิท หรือโยโย่พุ่งขึ้นไปอีก

วงจรอันน่าท้อแท้นี้ ขัดขวางความตั้งใจของคนอยากลดน้ำหนักมานับครั้งไม่ถ้วน

ในรายการ "คุยกับหมอ" โดยมูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ร่วมกับ TNN2 ดำเนินรายการโดย หมอจุ้มจิ้ม (ทันตแพทย์หญิง กิตติลักษณ์ จุลเสถียร)

ได้ร่วมพูดคุยกับ นายแพทย์ ชวพล กิจหิรัญกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกัน และผู้คร่ำหวอดในวงการควบคุมน้ำหนักและ Wellness

คุณหมอได้มาเปิดเผยความจริงเบื้องหลังระบบเผาผลาญและชีววิทยาของร่างกายมนุษย์ ที่อธิบายว่า

"ทำไมสูตรลดน้ำหนักสูตรเดียวกัน ถึงไม่ได้ผลกับทุกคน"

พร้อมแนะแนวทาง "ลดน้ำหนักเฉพาะบุคคล" ที่จะช่วยปลดล็อกปัญหาน้ำหนัก และนำไปสู่การลดน้ำหนักอย่างยั่งยืน


เจาะลึกคำถามคาใจคนอยากผอม

ทำไมความพยายามของเราถึงไม่ได้ผล?

Q1: ทำไมกินน้อย คุมอาหารแทบตาย แต่น้ำหนักก็ยังไม่ลง แถมเพื่อนที่กินเยอะกว่ากลับผอมเอาๆ?

คำตอบจากคุณหมอ:

นี่ไม่ใช่เรื่องคิดไปเอง แต่มันคือความจริงในร่างกายมนุษย์

เดิมทีเรามักคิดว่าโรคอ้วนหรือน้ำหนักเกิน มีสาเหตุง่ายๆ แค่ 2 เรื่อง คือ

  • กินมากเกินไป
  • ออกกำลังกายน้อยเกินไป

ซึ่งเป็นความเข้าใจในภาพใหญ่ที่ถูกต้อง

แต่สำหรับแต่ละบุคคลแล้ว ปัญหาเบื้องหลังมีความซับซ้อนมากกว่านั้นมาก

คุณหมอชวพลอธิบายว่า แต่ละคนมี อัตราการเผาผลาญและระบบภายในร่างกายที่ไม่เท่ากัน

คำถามที่สำคัญกว่า "กินเท่าไหร่" คือ

"ทำไมแต่ละคนถึงมีความต้องการกินอาหารไม่เท่ากัน และทำไมพลังงานที่ร่างกายนำไปใช้ถึงต่างกัน"

การพยายามเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ เพราะร่างกายของเรามีปัจจัยขับเคลื่อนภายในที่แตกต่างกัน

บางคนกินเยอะแต่ร่างกายเผาผลาญดี น้ำหนักจึงไม่ขึ้น

ขณะที่บางคนทานเพียงเล็กน้อย แต่น้ำหนักกลับไม่ขยับเลย เนื่องจากมีปัจจัยอื่นๆ ซ่อนอยู่ภายใน


Q2: โรคอ้วนเกิดจาก "กรรมพันธุ์" จริงหรือไม่? หรือเป็นเพียงข้ออ้างของคนลดน้ำหนักไม่สำเร็จ?

คำตอบจากคุณหมอ:

"กรรมพันธุ์มีผลจริงถึง 40–70%!"

กรรมพันธุ์คือปัจจัยสำคัญที่เราปฏิเสธไม่ได้ และอาจเป็นตัวกำหนดตั้งแต่ความสามารถของระบบเผาผลาญ ไปจนถึงพฤติกรรมการควบคุมตัวเอง

อย่างไรก็ตาม คุณหมอชวพลอธิบายว่า กรรมพันธุ์ส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน มักเชื่อมโยงกับ "พฤติกรรมการกิน" ของเราด้วย

เช่น ยีนบางตัวอาจส่งผลให้เราเป็นคนติดหวานโดยอัตโนมัติโดยไม่รู้ตัว หรือทำให้มีปัญหาในการควบคุมการกิน เช่น กินแล้วหยุดไม่ได้

ดังนั้น หากเราหันมาทำความเข้าใจร่างกายตัวเอง รู้เท่าทันกรรมพันธุ์ และปรับเปลี่ยนรูปแบบอาหาร รวมถึงพฤติกรรมการกินให้สอดคล้องกับปัจจัยส่วนบุคคล

ต่อให้เรามีกรรมพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนสูง ก็ยังสามารถควบคุมน้ำหนักและมีรูปร่างที่ดีได้


Q3: คีโต, โลว์คาร์บ, กินคลีน, อาหารทดแทน... วิธีไหนคือ "ที่สุดของการลดน้ำหนัก"?

คำตอบจากคุณหมอ:

ในเชิงปฏิบัติแล้ว ทุกรูปแบบอาหารที่กล่าวมา สามารถลดน้ำหนักได้ทั้งหมด

ไม่ว่าจะเป็น

  • การกินคาร์โบไฮเดรตต่ำ (Low Carb)
  • การทานไขมันต่ำ (Low Fat)
  • การทานอาหารคลีน
  • การทานผลิตภัณฑ์อาหารทดแทน (Meal Replacements)

เหตุผลก็เพราะอาหารเหล่านี้ล้วนมีจุดร่วมเดียวกัน คือการทำให้ พลังงานรวมที่เราได้รับลดน้อยลง

แต่สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่คำถามว่า

"วิธีไหนลดได้เร็วที่สุด"

แต่คือ

"วิธีไหนที่เหมาะกับชีวิตเรา และเราจะทำมันได้ในระยะยาวอย่างยั่งยืน?"

ยกตัวอย่างเช่น การลดน้ำหนักแบบ "กินคลีนอย่างเคร่งครัด" อาจทำให้น้ำหนักลดลงได้จริง

แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ อาจขัดกับวิถีชีวิตจริงและทำให้ไม่มีความสุขในการกิน

เมื่อผ่านไปสักพัก ร่างกายอาจรู้สึกโหยและเครียด จนในที่สุดกลับมา "ให้รางวัลตัวเอง" เช่น แอบทานโกโก้เย็นเพียงหนึ่งแก้ว

ความหวานอาจไปกระตุ้นความอยากอาหาร จนทำให้น้ำหนักเด้งกลับขึ้นมา เช่น ลดไป 5 กิโลกรัม แต่โยโย่กลับคืนมา 10 กิโลกรัม

ดังนั้น รูปแบบอาหารจึงอาจไม่สำคัญเท่ากับการเลือกวิธีที่เหมาะสมกับ พฤติกรรมเฉพาะบุคคลของเรา


Q4: คนเอเชียและคนไทย จำเป็นต้องตัดแป้ง ทานคาร์โบไฮเดรตต่ำสุดโต่ง (Low Carb) ตามแบบฝรั่งหรือไม่?

คำตอบจากคุณหมอ:

"ไม่จำเป็นเลยครับ"

คุณหมอชวพลชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างทางกรรมพันธุ์ของคนในฝั่งเอเชีย ถูกพัฒนามาให้คุ้นเคยกับการนำคาร์โบไฮเดรตไปใช้เป็นพลังงานได้ในระดับที่ดี

เนื่องจากบรรพบุรุษของเราปลูกข้าว และทานข้าวเป็นอาหารหลักมาทุกมื้อ

เมื่อย้อนมองไปในอดีต ลุงป้าน้าอา หรือพ่อใหญ่แม่ใหญ่ตามต่างจังหวัด ทานข้าวเหนียวซึ่งมีค่าดัชนีน้ำตาล (Glycemic Index: GI) สูง

แต่หลายคนกลับไม่มีปัญหาโรคอ้วน และยังมีกล้ามเนื้อแข็งแรง สามารถทำงานหนักได้ดี

ความแตกต่างนี้ขึ้นอยู่กับ ความสมดุลของพลังงานโดยรวม

คนต่างชาติบางเชื้อสายอาจมีกรรมพันธุ์ที่จำเป็นต้องพึ่งพาการทาน Low Carb มากเพื่อช่วยลดน้ำหนัก

แต่สำหรับคนเอเชีย หากเน้นรับประทานอาหารอย่างสมดุล และควบคุมไม่ให้พลังงานรวม (Calories) สูงเกินไป

แม้ไม่ได้งดแป้งหรืองดข้าวอย่างสิ้นเชิง ก็สามารถลดน้ำหนักและมีสุขภาพที่ดีได้เช่นกัน

การไม่ต้องเลี่ยงแป้งจนสุดโต่ง ยังช่วยให้เราใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น มีความสุขกับการรับประทานอาหาร และอาจช่วยให้การควบคุมน้ำหนักทำได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว


Q5: "ติดหวาน" คืออะไร? และ "น้ำตาลเทียม / คีโตไซรัป 0 แคล" ช่วยแก้ปัญหานี้และทำให้ผอมลงได้จริงไหม?

คำตอบจากคุณหมอ:

"ภาวะติดหวาน" มีอยู่จริง และเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้หลายคนคุมน้ำหนักไม่ได้

ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อสมองของเราถูกกระตุ้นด้วยความหวานอยู่ตลอดเวลา จนทำให้ควบคุมพลังงานรวมจากอาหารได้ยากขึ้น

เมื่อเราทานของหวาน ร่างกายอาจเกิดภาวะหิวแบบ Roller Coaster หรือรถไฟเหาะ

คือเมื่อระดับน้ำตาลพุ่งสูงขึ้นและตกลงอย่างรวดเร็ว ในเวลาเพียง 2–4 ชั่วโมง ก็อาจกลับมาหิวใหม่และต้องหาอะไรทานเพิ่มเติมอีก

ดังนั้น ปัญหาของการติดหวานจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนแคลอรี่จากน้ำตาลเพียงอย่างเดียว

แต่รวมถึงพฤติกรรม กินบ่อย กินจุกจิกตลอดทั้งวัน ที่เกิดตามมา และทำให้พลังงานสะสมต่อวันสูงเกินไป

สำหรับตัวช่วยยอดนิยมในกลุ่มคนลดน้ำหนัก เช่น น้ำตาลเทียม ขนมคีโต หรือคีโตไซรัป 0 แคลอรี่ คุณหมอให้มุมมองไว้ดังนี้

1. อาจไม่ตอบโจทย์ความยั่งยืน

การทานน้ำตาลเทียมหรือไซรัปศูนย์แคลอรี่ ยังคงทำให้ลิ้นและสมองของเราคุ้นเคยกับ "รสหวาน" อยู่ตลอดเวลา

เมื่อลดน้ำหนักได้ระยะหนึ่ง จึงอาจมีโอกาสกลับไปกินของหวานปกติที่มีน้ำตาลจริงได้อีก

2. ระวังแคลอรี่แฝง

ผลิตภัณฑ์อาหารคีโตหรือเบเกอรี่ไร้แป้งไร้น้ำตาลหลายชนิด อาจโฆษณาว่า "น้ำตาล 0%" หรือ "น้ำตาล 0 กรัม"

แต่เมื่อดูส่วนผสม อาจพบว่ามีปริมาณไขมันและโปรตีนสูง ซึ่งสารอาหารเหล่านี้ยังคงให้พลังงาน

หากรับประทานในปริมาณมากโดยไม่ควบคุม พลังงานรวมที่ได้รับก็อาจสูงเกินไป และทำให้น้ำหนักไม่ลดลง

3. ความหวานอาจไม่ได้ตอบโจทย์ความรู้สึก

น้ำตาลเทียมบางชนิดอาจให้รสชาติที่แตกต่างจากน้ำตาลจริง ทำให้บางคนรู้สึกไม่พึงพอใจ และอาจทานในปริมาณมากขึ้นเพื่อชดเชย

คำแนะนำจากคุณหมอ:

ในช่วงที่กำลังพยายามปรับภาวะติดหวาน แนะนำให้ "หลีกเลี่ยงรสหวานทุกชนิดไปเลย" รวมถึงน้ำตาลเทียม

เพื่อช่วยให้ลิ้นและสมองค่อยๆ ปรับตัวให้คุ้นเคยกับอาหารรสหวานน้อยลง

หากวันใดรู้สึกอยากทานหวานจริงๆ การเลือกทานของหวานปกติในปริมาณเล็กน้อยเป็นครั้งคราว อาจช่วยเติมเต็มความสุขได้มากกว่าการพึ่งพาน้ำตาลเทียมตลอดเวลา


2 โรคแอบแฝง

เมื่อ "คุมอาหาร + ออกกำลังกาย" แล้วยังไม่ผอม อาจเป็นเพราะร่างกายกำลังป่วย?

หากคุณมั่นใจว่าควบคุมอาหารอย่างดี และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่น้ำหนักกลับไม่ยอมลดลงเลย

หรือเป็นคนน้ำหนักตัวขึ้นง่ายมาก แม้จะรับประทานอาหารไม่มาก

คุณหมอแนะนำว่าไม่ควรมองข้ามการตรวจสุขภาพ เพราะอาจมีโรคหรือภาวะแฝงที่ส่งผลต่อฮอร์โมนและระบบเผาผลาญ

1. โรคไทรอยด์ (Thyroid Issues)

เป็นหนึ่งในปัญหาที่อาจทำให้ระบบเผาผลาญทำงานช้าลง ส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ง่าย แม้จะควบคุมปริมาณอาหารเป็นอย่างดี

2. ภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS)

พบได้บ่อยในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ โดยเฉพาะช่วงอายุ 20–30 ปี

ภาวะนี้ส่งผลต่อระบบฮอร์โมนเพศหญิง และอาจเกี่ยวข้องกับ ภาวะดื้ออินซูลิน (Insulin Resistance)

ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน และอาจทำให้ร่างกายสะสมไขมันได้ง่าย รวมถึงลดน้ำหนักได้ยากขึ้น

หากพบปัญหานี้ การตรวจร่างกายและได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ

นอกจากโรคแฝงข้างต้นแล้ว ความเครียดสะสมและการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ

ความเครียดอาจส่งผลให้ระบบต่างๆ ภายในร่างกายทำงานแปรปรวน และทำให้เรามีพลังในการควบคุมพฤติกรรมตัวเองลดลง จนไม่สามารถออกกำลังกายหรือควบคุมอาหารตามแผนได้เต็มที่


3 ขั้นตอนพื้นฐานสู่อนาคตไร้พุง

3 Basic Steps to Start

สำหรับใครที่เริ่มสำรวจตัวเองแล้วพบว่า ร่างกายยังแข็งแรงดี ไม่มีโรคแฝงหรือภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย

สามารถเริ่มต้นลดน้ำหนักด้วยเทคนิคพื้นฐาน 3 ข้อง่ายๆ ที่คุณหมอชวพลแนะนำ ดังนี้


ขั้นตอนที่ 1

ปรับลดขนาดจานอาหารลงครึ่งหนึ่ง (Portion Control)

ไม่จำเป็นต้องงดอาหารมื้อโปรด หรือนับแคลอรี่อย่างเคร่งครัดจนเกิดความเครียด

เทคนิคง่ายๆ คือ ใช้สายตาประเมินจานอาหาร

ยังสามารถทานอาหารตามปกติได้ แต่ให้ลอง

ลดปริมาณข้าวหรือคาร์โบไฮเดรตลงครึ่งหนึ่ง

โดยมีเป้าหมายเพื่อลดพลังงานรวม ไม่ใช่เพื่อลดคาร์โบไฮเดรตเพียงอย่างเดียว

ควรลดการรับประทานเนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูง และระวังผลไม้ที่มีรสหวานจัด เพราะผลไม้ก็สามารถเป็นแหล่งพลังงานส่วนเกินที่หลายคนมองข้ามได้


ขั้นตอนที่ 2

ตัดอาหารว่างและขนมขบเคี้ยว (Cut Out All Snacks)

ข้อนี้ถือเป็นจุดสำคัญมาก

หากต้องการลดน้ำหนักอย่างจริงจัง คุณหมอแนะนำให้ ตัดขนมระหว่างวันออก

ไม่ว่าขนมนั้นจะใช้ชื่อว่า

  • Healthy Snack
  • ถั่ว
  • คีโตบาร์

เพราะสุดท้ายแล้ว อาหารเหล่านี้ก็ยังเป็นแหล่งพลังงานที่ถูกเพิ่มเข้ามาระหว่างวัน

การรับประทานอาหารให้เป็นมื้อ และลดการกินจุบจิบ อาจช่วยให้ควบคุมพลังงานรวมต่อวันได้ง่ายขึ้น


ขั้นตอนที่ 3

เน้นทานอาหารธรรมชาติ หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป (Focus on Whole Foods)

ในทางชีววิทยา หากรับประทานอาหารแปรรูปหรือโปรตีนบาร์ แต่สามารถควบคุมพลังงานรวมให้อยู่ในระดับต่ำ ร่างกายก็สามารถลดน้ำหนักได้

แต่หากมองในแง่ของสุขภาพ และการสร้างพฤติกรรมการกินที่ดีในระยะยาว

คุณหมอแนะนำให้ลดอาหารแปรรูป (Processed Foods) และเลือก อาหารจากธรรมชาติที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด (Whole Foods) ให้มากขึ้น

อาหารเหล่านี้ช่วยให้เราได้รับสารอาหารที่หลากหลาย อิ่มท้องได้นาน และเหมาะกับการสร้างรูปแบบการรับประทานอาหารที่สามารถทำต่อเนื่องได้ในระยะยาว


สรุป

กุญแจสำคัญของการ "เลิกอ้วน" อย่างยั่งยืน

การลดน้ำหนักที่ดี ไม่ใช่การทำตามเทรนด์ยอดนิยมที่ฝืนธรรมชาติของตัวเอง

แต่ควรเริ่มจาก

"การเข้าใจร่างกายและปัจจัยเฉพาะบุคคล"

ค้นหาข้อจำกัดของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น

  • ปัจจัยด้านกรรมพันธุ์
  • ภาวะติดหวาน
  • พฤติกรรมการกิน
  • ปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่
  • ความเครียด
  • การพักผ่อนไม่เพียงพอ

จากนั้นจึงนำข้อมูลเหล่านี้มาออกแบบแผนการกินและการดำเนินชีวิต ที่เหมาะกับตัวเรา มีความสุข และสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

ในตอนต่อไปของรายการ "คุยกับหมอ" คุณหมอจะพาไปเจาะลึกเรื่อง "โภชนาการเฉพาะบุคคล" (Personalized Nutrition)

เพื่อทำความเข้าใจว่า เราควรเลือกประเภทอาหารอย่างไรให้เหมาะกับสภาวะร่างกายของแต่ละคน

และทำให้การมีสุขภาพดี รวมถึงรูปร่างที่สมส่วน กลายเป็นสิ่งที่สามารถทำได้จริงและยั่งยืนในระยะยาว


ผลการรักษา

ติดต่อเรา

รพ.BNH

เบอร์โทร

02-022-0700

ที่อยู่

9/1 ถนน คอนแวนต์ แขวง สีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500

เวลาทำการ

Mon 09:00 - 17:00 น.
Wed 09:00 - 17:00 น.
Fri 13:00-16:00 น.
Sun 09:00 - 12:00 น.

รพ.ไทยนครินทร์

Thainakarin Wellness Center

เบอร์โทร

02-340-7777

ที่อยู่

345 ถ. เทพรัตน แขวงบางนาเหนือ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260

เวลาทำการ

วันพฤหัส เวลา 9:00-16:00 น.
เฉพาะสัปดาห์ที่ 2 และ 4 ของเดือน

Sanwiz Lab/Prewelle Clinic

Teleconsult

เบอร์โทร

กรุณาแอดไลน์@sanwizlab

ที่อยู่

399/4 Room 4, สีลม ซอย 7 ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กทม 10500

เวลาทำการ

Mon-Sat 9:00 น. - 17:00 น.